วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

IPv6

IPv6
          เมื่อเราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต จะเห็นตัวเลขแปลกๆ เช่น 127.0.0.1 หรือ 192.168.1.1 หรือจำนวนอื่นๆ ตัวเลขเหล่านี้คือหมายเลข IP ประจำเครื่องครับ โดย IP ก็ย่อมาจากคำว่า Internet Protocol หน้าที่ของเจ้าเลขพวกนี้ก็คือ เป็นหลายเลขที่ใช้ในระบบเครือข่าย เป็นหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ในกรณีที่เราเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น โทรศัพท์มือถือทุกเครื่องก็จะมีเลขหมายหรือเบอร์โทรศัพท์เพื่อบอกว่าถ้าจะติดต่อเครื่องนี้ให้โทรมาที่เบอร์นี้นะ เช่นเดียวกับ คอมพิวเตอร์ก็มีเลขหมายหรือชื่อมันเอง เพือให้เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆ บนระบบเครือข่ายรู้จักกันจากหมายเลข IP ที่ยกตัวอย่างไปด้านบน เราเรียกว่า IPv4  โดยจะเป็นหมายเลขที่มีทั้งหมด 32 บิต (แต่ละช่วงเว้นวรรคด้วย . ) แบ่งเป็นช่วงละ 8 บิต โดยตัวเลข 8 นี้ก็จะมีค่าตั้งแต่ 0 – 255  ดังนั้น IPv4 จึงมีหมายเลขได้ตั่งแต่ 0.0.0.0 ถึง 255.255.255.255 แต่ทุกตัวจะใช้ไม่ได้หมด เพราะจะมีบางหมายเลขที่ถูกเก็บไว้ใช้งานเฉพาะ
       IPv6 (Internet Protocol version 6) เป็นเวอร์ชันล่าสุดของ Internet Protocol และได้รวมผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุน IP มาเป็นส่วนหนึ่งด้วย รวมถึงระบบปฏิบัติการหลัก IPv6 ได้รับการเรียกว่า "IPng" (IP Next Generation) โดยปกติ IPv6 เป็นกลุ่มของข้อกำหนดจาก Internet Engineering Task Force (IETF) โดย IPv6 ได้รับการออกแบบให้ปฏิรูปกลุ่มของการปรับปรุง IP เวอร์ชัน 4 โดย host ของเครือข่ายและ node แบบ intermediate ซึ่ง IPv4 หรือ IPv6 สามารถดูแลแพ็คเกตของ IP เวอร์ชันอื่น ผู้ใช้และผู้ให้บริการสามารถปรับรุ่นเป็น IPv6 โดยอิสระ
การปรับปรุงที่ชัดเจนของ IPv6 คือความยาวของ IP address เปลี่ยนจาก 32 เป็น 128 การขยายดังกล่าวเพื่อรองรับการขยายของอินเตอร์เน็ต และเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนของตำแหน่งเครือข่าย
IP v6 ได้กำหนดกฎในการระบุตำแหน่งเป็น 3 ประเภทคือ unicast (host เดี่ยวไปยัง host เดี่ยวอื่น ๆ) anycast (host เดี่ยวไปยัง host หลายตัวที่ใกล้ที่สุด) multicast (host เดี่ยวไปยัง host หลายตัว) ส่วนเพิ่มที่พิเศษของ IPv6 คือ
             - ตัวเลือกในการระบุส่วนขยายของส่วนหัว ได้รับการตรวจสอบเฉพาะจุดหมาย ดังนั้นความเร็วของระบบเครือข่ายสูงขึ้น
             - ตำแหน่ง anycast ทำให้มีความเป็นไปได้ของการส่งข้อความไปยังหลาย ๆ gateway ที่ใกล้ที่สุดด้วยแนวคิดว่าให้บุคคลใด ๆ บริหารการส่งแพ็คเกตไปยังบุคคลอื่น anycast สามารถใช้ในการปรับปรุงตาราง routing ตลอดเส้นทาง
             - แพ็คเกตได้รับการระบุให้มีการไหลชนิดพิเศษได้ ทำให้แพ็คเกตที่เป็นส่วนของมัลติมีเดียที่ต้องการ นำเสนอแบบ real time สามารถมีคุณภาพการให้บริการที่สูง
             - ส่วนหัวของ IPv6 รวมถึงส่วนขยายยินยอมให้แพ็คเกตระบุกลไกแหล่งต้นทาง สำหรับการรวมข้อมูล และรักษาความลับ






การนำ IPv6 มาใช้
การนำ IPv6 มาใช้ ควรจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการปรับเปลี่ยนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลจะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายทั่วโลกที่เชื่อมต่อกันอยู่ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนไปสู่เครือข่ายIPv6 ล้วน อาจใช้ระยะเวลาเป็นปี เพราะเหตุนี้ ทาง IETF จึงเสนอทางออก เพื่อช่วยในการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 ในระหว่างที่เครือข่ายบางแห่งเริ่มมีการปรับเปลี่ยน
ในช่วงแรก การใช้งาน IPv6 อาจอยู่ในวงแคบ ดังนั้นเราต้องการเทคนิคเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายที่เป็น IPv6 เข้ากับเครือข่าย IPv4 หรือเครือข่าย IPv6 อื่น เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และIPv6 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ
         1. การทำ dual stack—เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด ทำงานโดยใช้ IP stack สองอันคือ IPv4 stack และ IPv6 stack ทำงานควบคู่กัน เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv4 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทางIPv4 stack เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv6 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv6 stack การทำ dual stack เป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ไม่ใช่ long term solution เนื่องจากยังจำเป็นต้องใช้ IPv4 address ที่โฮสต์หรือเร้าท์เตอร์ที่ใช้ dual stack นั้น
       2. การทำ tunneling—เป็นอีกวิธีที่ใช้กันแพร่หลายเพราะเหมาะสมกับการสื่อสารระหว่างเครือข่ายIPv6 ผ่านเครือข่าย IPv4 การส่งข้อมูลทำได้โดยการ encapsulate IPv6 packet ภายใน IPv4 packet ที่tunneling gateway ก่อนออกไปยังเครือข่าย IPv4 ที่ปลายทาง ก่อนเข้าไปสู่เครือข่าย IPv6 ก็จะต้องผ่านtunneling gateway อีกตัวซึ่งทำหน้าที่ decapsulate IPv6 packet และส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง จะเห็นได้ว่าการทำ tunneling นี้จะใช้ไม่ได้สำหรับการสื่อสารโดยตรงระหว่างเครื่องในเครือข่าย IPv6และเครื่องในเครือข่าย IPv4
       3. การทำ translation—การทำ translation จะช่วยในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4เทคนิคการทำ translationมีสองแบบ แบบแรกคือการแปลที่ end host โดยเพิ่ม translator functionเข้าไปใน protocol stack โดยอาจอยู่ที่ network layer,TCP layer, หรือ socket layer ก็ได้ แบบที่สองคือการแปลที่ network device โดยจะต้องใช้ gateway ทำหน้าที่เป็น IPv6-IPv4และ IPv4-IPv6 translatorอยู่ที่ทางออกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4
       ทั้งนี้หลังจากการปรับเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเครือข่ายต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็นIPv6 ทั้งหมด เราสามารถทำการสื่อสารโดยใช้โพรโตคอล IPv6 โดยตรง ซึ่งเราเรียกการสื่อสารลักษณะนี้ว่า native IPv6 network
         


หมายเลข IPv6 address มีความยาวแตกต่างกัน

หมายเลข IPv6 มี 128 บิต ประกอบไปด้วย กลุ่มตัวเลข 8 กลุ่มเขียนขั้นด้วยเครื่องหมาย “:”โดยแต่ละกลุ่มคือเลขฐาน 16 จำนวน 4 ตัว (16 บิต) เช่น
3fee:085b:1f1f:0000:0000:0000:00a9:12340000:0000:0000:0000:0000:0000:0000:0001fec0:0000:0000:0000:0200:3cff:fec6:172e2001:0000:0000:34fe:0000:0000:00ff:0321ทั้งนี้สามารถเขียนย่อได้ โดยมีเงื่อนไขคือ1. หากมีเลขศูนย์ด้านหน้าของกลุ่มใด สามารถจะละไว้ได้2. หากกลุ่มใดเป็นเลขศูนย์ทั้ง 4 ตัว (0000) สามารถเขียนแทนด้วย “0”3. หากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (หรือหลายกลุ่มที่ตำแหน่งติดกัน) เป็นเลขศูนย์ทั้งหมด สามารถจะละไว้ได้ โดยใช้เครื่องหมาย “::” แต่จะสามารถทำลักษณะนี้ได้ในตำแหน่งเดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหากใช้สองเงื่อนไขแรก เราสามารถเขียนหมายเลข IPv6 ข้างต้นได้ดังนี้3fee:085b:1f1f:0:0:0:a9:12340:0:0:0:0:0:0:1fec0:0:0:0:200:3cff:fec6:172e2001:0:0:34fe:0:0:ff:321หากใช้เงื่อนไขที่สาม เราสามารถเขียนหมายเลข IPv6 ข้างต้นได้ดังนี้3fee:085b:1f1f::a9:1234::1fec0::200:3cff:fec6:172e2001::34fe:0:0:ff:321จะเห็นได้ว่าเราสามารถเขียนหมายเลข IPv6 ได้หลายวิธี โดยแต่ละวิธี มีความยาวแตกต่างกันไป ซึ่งบางครั้งหมายเลข IPv6 อาจมีหมายเลข IPv4 แทรกอยู่ ในกรณีนี้ เราสามารถเขียนในลักษณะที่คงสภาพหมายเลข IPv4 อยู่ได้ เช่น0:0:0:0:0:0:192.168.1.10:0:0:0:0:ffff:192.168.1.1สามารถเขียนย่อได้เป็น::192.168.1.1::ffff:192.168.1.1
  


สถานการณ์ในประเทศไทย
ในส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) นับว่าเป็นผู้นำในการให้บริการเชื่อมต่อเครือข่าย IPv6 กับต่างประเทศผ่านการทำ IPv6-over-IPv4 tunnel และการทำ 6to4 relay นอกจากนี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติยังได้รับความร่วมมือจากหลายมหาวิทยาลัยและบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดเครือข่าย IPv6 เพื่อการทดสอบภายในประเทศ (Thailand IPv6 Testbed) ซึ่งมีการเชื่อมต่อด้วยเทคนิคที่หลากหลาย  ขณะนี้มีบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที ่ได้ทำการเชื่อมต่อกับเครือข่าย IPv6 ทั้งในและนอกประเทศแล้ว
6 บริษัท คือ CAT, AsiaInfonet, CS-Loxinfo, JI-Net, Samart และ Internet Thailand
ในปัจจุบันได้มีการก่อตั้งคณะทำงานระดับประเทศขึ้นภายใต้ชื่อ Thailand IPv6 Forum หรือ โครงการความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมการใช้เครือข่าย IPv6 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย Hardware และ Software ระบบเครือข่าย ซึ่งกิจกรรมในปัจจุบันของ Thailand IPv6 Forum ได้แก่ การเข้ าร่วมเป็นสมาชิกของ Asia-Pacific IPv6 Task Force และการเชื่อมต่อแบบ Native IPv6 ภายในประเทศระหว่าง 3 องค์กรหลัก คือ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ซึ่งเหล่านี้นับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวในการตอบรับการนำ IPv6 มาใช้ในประเทศไทย
ข้อมูลจาก http://www.nattapon.com/2011/07/what-is-ipv4-ipv6/


วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

โครงการผู้บริหารยุคใหม่ทันภัยกฏหมาย IT

โครงการผู้บริหารยุคใหม่ทันภัยกฏหมาย  IT 

  จากโครงการ “ผู้บริหารยุคใหม่ทันภัยกฏหมาย IT”  ทำให้เราได้รู้ถึงกฏหมายที่เกี่ยว คอมพิวเตอร์ พรบ.คอมพิวเตอร์ และ สาระน่ารู้ ที่เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ มาใช้ในชีวิตประจำวัน การจัดสัมมนาครั้งนี้ มีไวยากรซึ่ง อัยการ ที่เกี่ยวกับกฏหมาย IT ทำให้เราได้รับความรุ้มากมาย ซึ่งมีผลโดยตรงกับการเรียนของผม คือ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เช่นการขโมยมูล การแฮกข้อมูล และ การคัดลอกหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ล้วนแต่เป็น สิ่งที่ผิดกฏหมาย พรบ.คอมพิวเตอร์ 
     การที่ผมเข้าสัมมนา ผมได้รับความรู้มากมาย ฟังแล้วไม่เบื่อ เพราะไวยากร  มีการถามตอบ ทำให้ผู้เข้าสัมมนาต้อง ฟังและคิดตามตลอดและได้นำข้อมูล ที่ได้รับ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน นำไปพัฒนาประเทศชาติต่อไป


วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการทำงานของระบบปฏิบัติการ Windows 7

เทคนิคการทำงานของระบบปฏิบัติการ Windows 7


วิธีตั้งค่า Taskbar เพื่อแสดงข้อความแทนไอคอน ใน Windows7


ข้อแตกต่างจากของเดิมของ Windows 7 คือที่ TaskBar จะแสดงไอคอนของโปรแกรมเพียงอย่างเดียว และก็ถ้าหากเราเปิดโปรแกรมเดิม หลาย ๆ ครั้งมันก็จะแสดงผลรวมกันในแทบเดียว จะไม่แสดงชื่อโปรแกรมด้วย บางคนอาจจะชอบ แต่บางท่านอาจจะไม่คุ้นกับรูปแบบใหม่นี้คุณสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นแบบเดิมได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้




1 คลิกขวาที่ส่วนที่ว่างของ Taskbar  และเลือก Properties.





2 ไปที่แท็บ Taskbar  แล้วไปที่ Taskbar buttons เปลี่ยนตัวเลือกจากจาก Always combine, hide labels ไปเป็น Never combine





3 คลิกปุ่ม OK

แถบงานของคุณจะเปลี่ยนไปจากแบบนี้


เป็นแบบนี้แล้ว




วิธีปิดการแสดงประวัติการค้นหาใน 

Windows 7


ขั้นตอน เพื่อปิดใช้งานการแสดงประวัติการค้นหาใน Windows 7

1. ป้อน gpedit.msc ในช่องค้นหาของเมนู Start กด Enter ซึ่งจะเป็นการเปิด Local Group Policy Editor


2.จากนั้นให้ไปที่  User Configuration \ Administrative Templates \ Windows Components \ Windows Explorer

ดับเบิ้ลคลิกบน  Turn off display of recent search entries in the Windows Explorer search box ที่เมนูด้านขวาของกล่องโต้ตอบ



3. เปิดหน้าต่างออกมาให้เลือก Enabled จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Apply หรือ
คลิกที่ปุ่มตกลง ก็จะทำการปิด Local Group Policy Editor



จากนี้ไปจะไม่ได้ใส่ใจตามประวัติการแสดงผลการค้นหาล่าสุดในช่องค้นหาแล้ว อยากใช้คำค้นอะไรก็ตามสบายได้เลย ไม่ต้องกลัวใครรุ้แล้วว่าเราเคยค้นหาอะไรบ้าง

จากเดิมก่อนปิดการแสดงประวัติ


ภาพหลังปิดการแสดงประวัติการค้นหา






แหล่งอ้างอิง : http://www.superict.com/component/viewrecord.php?          id=484&section_id=1&catagory_id=17

มาตรฐาน Wireless Lan


        มาตรฐาน Wireless Lan (wifi)



 มาตรฐานเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีมากมายหลายมาตรฐานเช่น Bluetooth, IEEE 802.11, IrDA , HiperLAN , HomeRF ซึ่งออกแบบมาสำหรับการใช้งานแบบต่าง ๆ แต่มาตรฐานสำหรับเทคโนโลยีไร้สาย ที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้่างขวางคือ IEEE 802.11 หรือนิยมเรียกว่า WiFi (ย่อมาจากคำว่า Wireless Fidelity)

อุ
ปกรณ์ WLAN ตามมาตรฐาน IEEE 802.11 มีให้เลือกใช้ 3 ประเภทคือ

ทคโนโลยีไร้สาย : IEEE 802.11b IEEE 802.11b เป็นมาตรฐานล่าสุดสำหรับ Wireless LAN ที่ใช้ Protocol เหมือน Ethernet โดยต่อเติมมาจากมาตรฐาน 802.11 เดิมที่มีความเร็วแค่ 1, 2 mbps เท่านั้น จึงไม่เป็นที่ยอมรับนัก ข้อดีของเทคโนโลยี 802.11b นี้นอกจากความเร็วที่สูงถึง 11 Mbps รับ-ส่งข้อมูลแบบ Full Duplexแล้วยังสามารถลดความเร็วลงโดยอัตโนมัติเป็น 1,2,5.5 Mbps เมื่ออยู่ไกลหรือมีคลื่นรบกวนมาก เครือข่ายที่ใช้มาตรฐาน IEEE 802.11b นั้นจะประกอบ ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Access Point ที่ทำหน้าที่เป็น hub แบบไร้สาย ซึ่งจะสื่อสารกับ network interface card ในเครื่อง PC หรือ Notebook ในสภาพแวดล้อมของสถานที่ ทำงานทั่วไป ตัว Network card และ Access Point จะติดต่อกันได้ภายใน ระยะประมาณ 91 เมตร 
1. คลื่นวิทยุที่ความถี่สาธารณะ 2.4 GHz
    (อัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 11 Mbps)
2. คลื่นวิทยุที่ความถี่สาธารณะ 5 GHz
    (อัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 54 Mbps)
3. อินฟราเรด Infrared
    (อัตราการรับส่งข้อมูล 1 และ 2 Mbps)



Wireless Adapter

โดยมาตรฐาน IEEE 802.11 นั้น ยังมีมาตรฐานระบุรายละเอียดย่อยอีก โดยใช้ตัวอักษรต่อท้ายเช่น IEEE 802.11a, IEEE 802.11b, และ IEEE 802.11g  ซึ่งจะมีลักษณะต่าง ๆ ดังตัวอย่างตามตาราง

dsdfasfa
802.11
802.11a
802.11g
อัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด
11 Mbps
54 Mbps
54 Mbps
เทคโนโลยีการเข้ารหัส
CCK Complimentary Code Keying
OFDM Orthogonal Frequency Division Multiplexing
CCK & OFDM
ความถี่
2.4 GHz
5 GHz
2.4 GHz = 11 Mbps
5 GHz = 54 Mbps

รองรับการรักษาความปลอดภัยหลายระดับ
ควบคุมการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย โดยการตั้งค่า NIC Card ของเครื่อง Client กับ Access Point ให้มีค่าตรงกันจึงจะสามารถ ติดต่อกันได้ ถือเป็นการกำหนดพื้นที่ให้บริการของ Wireless Lan (Wireless Lan Service Area: WLS)นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยในอีกระดับหนึ่ง คือการบันทึก MAC address ของ แต่ละ NIC Card ที่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับ Access point นั้นๆ ได้ไว้ในตัว Access Point เอง เพียงเท่านี้บุคคลภายนอกก็จะไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายได้
- การเข้ารหัสเพื่อป้องกันการดักสัญญาณ ระหว่าง NIC Card กับ Access Point สามารถรองรับการเข้ารหัสสัญญาณเพื่อป้องกันการ ดักสัญญาณที่กระจายออกไปได้ โดยมีทั้งการเข้ารหัสสัญญาณแบบ 40 บิต และ 128 บิต แบบ Wired Equivalent Privacy (WEP) ซึ่งเป็นมาตรฐานโปรโตคอลความปลอดภัยสำหรับ อุปกรณ์ Wireless



 อ้างอิง : http://www.phrae.mju.ac.th

NETWORK TOPOLOGY


โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์
 (NETWORK TOPOLOGY)

คือ การนำคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเพื่อประโยชน์ของการสื่อสารรูปแบบการจัดวางคอมพิวเตอร์ การเดินสายสัญญาญคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย รวมถึงหลักการไหลเวียนข้อมูลในเครือข่ายสามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งตามลักษณะของการเชื่อมต่อหลักได้ดังนี้

1.เครือข่ายแบบบัส (bus topology) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยสายเคเบิ้ลยาว ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยจะมีคอนเน็กเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เข้ากับสายเคเบิ้ล ในการส่งข้อมูล จะมีคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ การจัดส่งข้อมูลวิธีนี้จะต้องกำหนดวิธีการ ที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกัน เพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน วิธีการที่ใช้อาจแบ่งเวลาหรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่ สัญญาณที่แตกต่างกัน การเซตอัปเครื่องเครือข่ายแบบบัสนี้ทำได้ไม่ยากเพราะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์แต่ละชนิด ถูกเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิ้ลเพียงเส้นเดียวโดยส่วนใหญ่เครือข่ายแบบบัส มักจะใช้ในเครือข่ายขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ไม่มากนัก
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบบัส คือ ใช้สื่อนำข้อมูลน้อย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวม แต่มี
ข้อเสียคือ การตรวจจุดที่มีปัญหา กระทำได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมากเกินไป จะมีการส่งข้อมูลชนกันมากจนเป็นปัญหา
ข้อจำกัด คือ จำเป็นต้องใช้วงจรสื่อสารและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของสัญญาณข้อมูล และถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย อาจส่งผลให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้

2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (ring topology)
เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้วยสายเคเบิลยาวเส้นเดียว ในลักษณะวงแหวน การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายวงแหวน จะใช้ทิศทางเดียวเท่านั้น เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งส่งข้อมูล มันก็จะส่งไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องถัดไป ถ้าข้อมูลที่รับมาไม่ตรงตามที่คอมพิวเตอร์เครื่องต้นทางระบุ มันก็จะส่งผ่านไปยัง คอมพิวเตอร์เครื่องถัดไปซึ่งจะเป็นขั้นตอนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงคอมพิวเตอร์ปลายทางที่ถูกระบุตามที่อยู่
ข้อดีของโครงสร้าง เครือข่ายแบบวงแหวนคือ ใช้สายเคเบิ้ลน้อย และถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบ ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบเครือข่ายนี้ และจะไม่มีการชนกันของข้อมูลที่แต่ละเครื่องส่ง
ข้อจำกัด ถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย อาจทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้

3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว(Star Network) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เข้ากับอุปกรณ์ที่เป็น จุดศูนย์กลาง ของเครือข่าย โดยการนำสถานีต่าง ๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลางการติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีจะกระทำได้ ด้วยการ ติดต่อผ่านทางวงจรของหน่วนสลับสายกลางการทำงานของหน่วยสลับสายกลางจึงเป็นศูนย์กลางของการติดต่อ วงจรเชื่อมโยงระหว่างสถานีต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกัน ข้อดี คือ ถ้าต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบ ส่วนข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิ้ลจะค่อนข้างสูง และเมื่อฮับไม่ทำงาน การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบก็จะหยุดตามไปด้วย ข้อจำกัด ถ้าฮับเสียหายจะทำให้ทั้งระบบต้องหยุดซะงัก และมีความสิ้นเปลืองสายสัญญาณมากกว่าแบบอื่นๆ

4. โครงสร้างเครือข่ายแบบผสม (Hybrid Topology) คือ เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว,วงแหวน และบัส เช่น วิทยาเขตขนาดเล็กที่มีหลายอาคาร เครือข่ายของแต่ละอาคารอาจใช้แบบบัสเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆที่ใช้แบบดาว และแบบวงแหวน


อ้างอิง